Honda กำลังปรับทิศทางธุรกิจครั้งใหญ่ หลังรายงานผลขาดทุนประจำปีเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เป็นบริษัทจดทะเบียนในปี 1957 โดยสาเหตุหลักมาจากต้นทุนและผลกระทบจากการปรับโครงสร้างธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV ที่สูงกว่าคาด ทำให้บริษัทต้องลดความเร็วของแผน EV และหันกลับมาให้ความสำคัญกับรถ Hybrid มากขึ้นในช่วงหลายปีข้างหน้า

ประเด็นนี้สำคัญกับตลาดรถโลก เพราะ Honda เคยประกาศเป้าหมายระยะยาวว่าจะเปลี่ยนผ่านไปสู่รถไฟฟ้าและรถ Fuel Cell แต่สถานการณ์ล่าสุดสะท้อนว่าเส้นทาง EV ของค่ายญี่ปุ่นยังไม่ง่าย โดยเฉพาะเมื่อคู่แข่งจีนและเกาหลีมีรถ EV ราคาคุ้มค่า เทคโนโลยีเร็ว และทำตลาดได้ดุดันกว่าในหลายประเทศ
Honda ขาดทุนจากธุรกิจ EV หนักแค่ไหน
จากรายงานของ Electrek ระบุว่า Honda มีผลขาดทุนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ EV ราว 1.45 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 9.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปีงบประมาณสิ้นสุดเดือนมีนาคม 2026 ขณะที่ผลประกอบการระดับ operating profit ออกมาเป็นขาดทุน 414.3 พันล้านเยน หรือราว 2.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
เอกสารผลประกอบการของ Honda เองระบุว่า EV-related losses สำหรับปีงบประมาณสิ้นสุด 31 มีนาคม 2026 อยู่ที่ 1,577.8 พันล้านเยน โดยแบ่งเป็นผลกระทบต่อ operating profit 1,453.6 พันล้านเยน และส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนตาม equity method อีก 124.1 พันล้านเยน
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าปัญหาไม่ได้อยู่แค่ยอดขาย EV ต่ำกว่าคาด แต่ยังรวมถึงต้นทุนการลงทุน โรงงาน แพลตฟอร์ม แบตเตอรี่ และการปรับโครงสร้างแผนผลิตรถ EV ที่ต้องบันทึกค่าใช้จ่ายจำนวนมาก
ยกเลิก EV ใหม่ในสหรัฐฯ และชะลอโครงการใหญ่
Honda ยอมรับว่าไม่สามารถส่งมอบรถ EV ที่มี “value for money” แข่งกับผู้ผลิต EV รุ่นใหม่ได้ดีพอ และก่อนหน้านี้ได้ประกาศยกเลิกแผนเปิดตัว EV ใหม่ 3 รุ่นในอเมริกาเหนือ พร้อมคาดว่าต้นทุนการปรับโครงสร้างอาจสูงถึง 2.5 ล้านล้านเยน หรือราว 15.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
Electrek รายงานเพิ่มเติมว่า หลังจากยกเลิกแผนผลิต Honda 0 Series SUV, Honda 0 Series Saloon และ Acura RSX ที่ EV hub ในรัฐโอไฮโอ Honda จะนำพื้นที่โรงงานไปใช้กับการผลิตรถ Hybrid และรถเครื่องยนต์แทน รวมถึงเปลี่ยนบางส่วนของสายการผลิตแบตเตอรี่ในโรงงานร่วมทุนกับ LG Energy Solution ให้ผลิตแบตเตอรี่สำหรับ Hybrid แทน EV
นอกจากนี้ Reuters รายงานว่า Honda ยังระงับโครงการ EV และแบตเตอรี่ในแคนาดาแบบไม่มีกำหนด ซึ่งเป็นอีกสัญญาณว่าบริษัทต้องการลดความเสี่ยงจากการลงทุน EV ขนาดใหญ่ในช่วงที่ตลาดยังผันผวน

Honda ไม่เลิก EV แต่เปลี่ยนจังหวะการลงทุน
แม้ข่าวนี้จะดูเหมือน Honda ถอยจาก EV อย่างชัดเจน แต่เอกสาร Business Briefing ของ Honda ระบุว่า การยกเลิก EV 3 รุ่นในอเมริกาเหนือ “ไม่ได้หมายความว่า Honda ถอนตัวจากธุรกิจ EV” แต่เป็นการปรับแผนให้เหมาะกับความเป็นจริงของตลาดมากขึ้น
Honda ระบุใน Business Briefing ว่าจะควบคุมการลงทุน EV ให้อยู่ประมาณ 0.8 ล้านล้านเยนในช่วง 3 ปีจนถึงปีงบประมาณสิ้นสุด 31 มีนาคม 2029 ขณะเดียวกันจะลงทุน 1.0 ล้านล้านเยนในซอฟต์แวร์ และ 4.4 ล้านล้านเยนในรถเครื่องยนต์เบนซินและ Hybrid รวมเป็นเงินลงทุนรวม 6.2 ล้านล้านเยนในช่วง 3 ปี
แปลแบบตรงไปตรงมา คือ Honda ยังทำ EV ต่อ แต่ไม่เร่งลงทุนหนักแบบเดิม และจะใช้ Hybrid เป็นตัวทำเงินหลักในช่วงเปลี่ยนผ่าน
Honda จะดัน Hybrid ใหม่ 15 รุ่นภายในปี 2030
แผนใหม่ของ Honda คือการเร่งเปิดตัวรถ Hybrid รุ่นใหม่ทั่วโลก โดย Electrek รายงานว่า Honda มีแผนเปิดตัว Hybrid ใหม่ 15 รุ่นภายในสิ้นทศวรรษนี้ และจะเริ่มทยอยใช้ระบบ Hybrid เจเนอเรชันใหม่ตั้งแต่ปีหน้า
Honda ระบุว่าระบบ Hybrid ใหม่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดเชื้อเพลิงมากกว่า 10% และลดต้นทุนได้มากกว่า 30% เมื่อเทียบกับระบบ Hybrid ปัจจุบัน โดยบริษัทได้เผยต้นแบบ Honda Hybrid Sedan Prototype และ Acura Hybrid SUV Prototype ซึ่งเตรียมวางขายภายใน 2 ปีข้างหน้า
สำหรับตลาดอเมริกาเหนือ ซึ่งเป็นตลาดสำคัญของ Honda บริษัทจะเน้นรถ Hybrid ขนาดใหญ่ขึ้นในกลุ่ม D-segment ขึ้นไป เพื่อให้เข้ากับความต้องการของผู้บริโภคที่ยังนิยมรถ SUV และรถขนาดใหญ่


ทำไม Honda ถึงเลือก Hybrid แทนการเร่ง EV
สาเหตุหลักคือ EV แข่งขันหนักเกินไป โดยเฉพาะในตลาดจีนและบางส่วนของตลาดโลกที่ผู้ผลิต EV รุ่นใหม่สามารถทำรถราคาไม่แพง ระยะทางดี ชาร์จเร็ว และมีฟีเจอร์เทคโนโลยีสูงได้เร็วกว่า
สำหรับ Honda ปัญหาใหญ่คือรถ EV ที่จะออกมาใหม่ต้องแข่งขันกับแบรนด์จีน เกาหลี Tesla และผู้เล่นรายใหม่จำนวนมาก หากต้นทุนสูงเกินไปหรือสเปกไม่เด่นพอ รถจะขายยากทันที ขณะที่ Hybrid ยังเป็นตลาดที่ Honda มีความเชี่ยวชาญ มีฐานลูกค้า และทำกำไรได้ดีกว่าในระยะสั้น
ในมุมธุรกิจ การถอยกลับมาเน้น Hybrid จึงเป็นการลดความเสี่ยงมากกว่าการยอมแพ้ EV ทั้งหมด แต่ในมุมภาพลักษณ์ Honda อาจถูกมองว่าตามหลังคู่แข่งในสนาม EV ไปอีกหลายปี
แผนนี้กระทบตลาด EV อย่างไร
ข่าวนี้สะท้อนภาพใหญ่ของอุตสาหกรรมรถยนต์ว่า เส้นทาง EV ไม่ได้ง่ายสำหรับค่ายรถดั้งเดิมทุกแบรนด์ ผู้ผลิตที่ไม่มีแพลตฟอร์ม EV ต้นทุนต่ำ แบตเตอรี่แข่งขันได้ และซอฟต์แวร์แข็งแรง อาจเจอปัญหาเดียวกับ Honda ได้
ตลาด EV ในปี 2026 ไม่ได้แข่งกันแค่ “ใครทำรถไฟฟ้าได้” แต่แข่งกันที่:
- ต้นทุนแบตเตอรี่
- ความเร็วในการชาร์จ
- ระยะทางต่อชาร์จ
- ซอฟต์แวร์และระบบช่วยขับ
- ราคาเปิดตัว
- ความเร็วในการพัฒนารุ่นใหม่
- การผลิตที่ยืดหยุ่น
ค่ายจีนอย่าง BYD, Geely, Changan, Chery, XPENG และ Zeekr สามารถออกรถใหม่ได้เร็วและกดราคาได้แรงมาก ทำให้ค่ายญี่ปุ่นที่เคยแข็งแรงในยุคเครื่องยนต์และ Hybrid ต้องปรับตัวหนักขึ้น
มุมมองสำหรับตลาดไทย
สำหรับตลาดไทย ข่าวนี้มีความหมายพอสมควร เพราะ Honda เป็นแบรนด์ที่แข็งแรงมากในไทย แต่ไลน์อัป EV ยังไม่ชัดเท่าคู่แข่งจีน ขณะที่ตลาดรถไฟฟ้าไทยถูกผลักดันโดย BYD, MG, Tesla, GAC, Deepal, Neta, Chery และแบรนด์จีนอื่น ๆ ที่ทำราคาและสเปกค่อนข้างดุดัน
ถ้า Honda เลือกดัน Hybrid ต่อในไทย อาจยังตอบโจทย์ผู้ใช้จำนวนมากที่ยังไม่พร้อมใช้ EV เต็มรูปแบบ เช่น คนที่ไม่มีที่ชาร์จบ้าน คนเดินทางไกลบ่อย หรือคนที่ยังไม่มั่นใจเรื่องราคาขายต่อของ EV
แต่ในระยะยาว ถ้า Honda ไม่มี EV ที่ราคาดีและสเปกแข่งขันได้พอ แบรนด์อาจเสียพื้นที่ในกลุ่มลูกค้ารุ่นใหม่ที่เริ่มมอง EV เป็นตัวเลือกหลักมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม SUV EV ราคา 7 แสนถึง 1.5 ล้านบาท ซึ่งตอนนี้แข่งขันรุนแรงมากในไทย
Honda ยังมีโอกาสกลับมาใน EV ไหม
ยังมีโอกาส แต่ต้องเปลี่ยนวิธีคิดพอสมควร Honda มีจุดแข็งด้านวิศวกรรม ความน่าเชื่อถือ แบรนด์ ศูนย์บริการ และฐานลูกค้าทั่วโลก แต่ในยุค EV จุดแข็งเดิมอย่างเครื่องยนต์ ช่วงล่าง หรือความทนทานอย่างเดียวอาจไม่พอ
ถ้า Honda จะกลับมาแข่ง EV ได้จริง จำเป็นต้องมีอย่างน้อย 4 อย่าง:
- แพลตฟอร์ม EV ที่ต้นทุนต่ำกว่าเดิม
- แบตเตอรี่ที่แข่งขันได้ทั้งราคาและประสิทธิภาพ
- ซอฟต์แวร์และระบบช่วยขับที่ทันคู่แข่ง
- รุ่นรถที่ตรงกับตลาด เช่น SUV EV ราคาจับต้องง่าย
การที่ Honda ยังลงทุนซอฟต์แวร์ 1.0 ล้านล้านเยนในช่วง 3 ปี แสดงให้เห็นว่าบริษัทยังรู้ว่ารถยุคใหม่ไม่ได้ขายแค่ตัวถังและเครื่องยนต์ แต่ต้องมีระบบดิจิทัล ซอฟต์แวร์ และประสบการณ์ผู้ใช้ที่ดีขึ้นด้วย
สรุป Honda ถอย EV ครั้งนี้หมายความว่าอะไร
Honda ไม่ได้ประกาศเลิกทำ EV แต่กำลังลดความเสี่ยงจากการลงทุน EV ที่หนักเกินไป และหันกลับไปใช้จุดแข็งเดิมอย่าง Hybrid เพื่อพยุงยอดขายและกำไรในช่วงเปลี่ยนผ่าน
สาระสำคัญของข่าวนี้คือ:
- Honda รายงานผลขาดทุนครั้งแรกนับตั้งแต่เป็นบริษัทจดทะเบียนในปี 1957
- EV-related losses ปีงบประมาณ 2026 อยู่ระดับกว่า 1.45–1.58 ล้านล้านเยน
- Honda ยกเลิก EV ใหม่ 3 รุ่นในอเมริกาเหนือ
- โครงการ EV และแบตเตอรี่ในแคนาดาถูกระงับแบบไม่มีกำหนด
- บริษัทจะเปิดตัว Hybrid ใหม่ 15 รุ่นทั่วโลกภายในปี 2030
- Honda ยังไม่ถอนตัวจาก EV แต่จะลงทุนอย่างระมัดระวังมากขึ้น
- Hybrid จะเป็นแกนหลักในการฟื้นธุรกิจช่วง 3–5 ปีข้างหน้า
สำหรับผู้บริโภคไทย ข่าวนี้แปลว่า Honda อาจยังเดินเกม Hybrid ต่ออีกพักใหญ่ ขณะที่สนาม EV ในไทยจะยังถูกขับเคลื่อนโดยแบรนด์จีนและ Tesla เป็นหลัก จนกว่า Honda จะมี EV ที่ราคา สเปก และเทคโนโลยีแข่งได้จริง
