BYD God Eye ระแบบช่วยขับลดอุบัติเหตุรุนแรงถึง 1 ใน 6 จาก 3 ล้านคัน

BYD เปิดเผยข้อมูลใหม่เกี่ยวกับระบบช่วยขับอัจฉริยะของบริษัท โดยระบุว่าระบบช่วยขับของ BYD ถูกติดตั้งในรถมากกว่า 60 รุ่น และมีรถเกือบ 3 ล้านคัน ที่ใช้งานระบบนี้แล้ว โดยอัตราอุบัติเหตุรุนแรงลดลงเหลือประมาณ 1 ใน 6 ของการขับโดยมนุษย์ หากวัดจากเหตุการณ์ที่ถุงลมนิรภัยทำงานต่อระยะทาง 10 ล้านกิโลเมตร ตามข้อมูลที่ BYD นำเสนอในงานประชุมเทคโนโลยียานยนต์อัจฉริยะที่เซี่ยงไฮ้

ข้อมูลดังกล่าวถูกนำเสนอโดย Yang Dongsheng รองประธานอาวุโสของ BYD Group และหัวหน้าสถาบันวิจัยเทคโนโลยียานยนต์ใหม่ ในงาน 13th Intelligent Connected Vehicle Technology Annual Conference เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2026 โดยประเด็นหลักคือการขยายระบบช่วยขับ God’s Eye ไปยังรถจำนวนมากขึ้น และการใช้ AI simulation เพื่อพัฒนาความปลอดภัยของระบบช่วยขับ

BYD God’s Eye ถูกใช้ในรถเกือบ 3 ล้านคัน

BYD ระบุว่า ตั้งแต่ต้นปี 2025 บริษัทเริ่มขยายการติดตั้งระบบช่วยขับอัจฉริยะในวงกว้าง และปัจจุบันมีระบบ L2-assisted driving อยู่ในรถยนต์นั่งเกือบทั้งไลน์อัปของ BYD แล้ว โดยระบบเหล่านี้ถูกใช้งานในรถมากกว่า 60 รุ่น และเกือบ 3 ล้านคัน

ตัวเลขที่น่าสนใจคือ อัตราการเปิดใช้งานระบบนำทางช่วยขับ หรือ navigation-assisted driving สูงกว่า 50% ขณะที่ระบบช่วยจอดถูกใช้งานสูงถึง 86% สะท้อนว่าผู้ใช้ BYD ไม่ได้มีระบบเหล่านี้ไว้เฉย ๆ แต่มีการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะฟีเจอร์ช่วยจอดที่เป็นปัญหาสำหรับผู้ใช้จำนวนมากในเมืองใหญ่

อุบัติเหตุรุนแรงลดลงเหลือ 1 ใน 6

ประเด็นที่ BYD ชูมากที่สุดคือ ระบบช่วยขับของบริษัทสามารถลดอัตราอุบัติเหตุรุนแรงลงเหลือประมาณ 1 ใน 6 ของระดับการขับโดยมนุษย์ โดยวัดจากเหตุการณ์ที่ถุงลมนิรภัยทำงานต่อระยะทาง 10 ล้านกิโลเมตร

นอกจากนี้ BYD ยังระบุว่า ระบบช่วยจอดสามารถลดรอยขีดข่วนและการชนเล็กน้อยระหว่างจอดรถลงเหลือประมาณ 1 ใน 50 ของการจอดโดยมนุษย์ ซึ่งเป็นข้อมูลที่น่าสนใจมาก เพราะความเสียหายเล็ก ๆ จากการจอดรถเป็นหนึ่งในปัญหาที่เจ้าของรถเจอบ่อยที่สุด

อย่างไรก็ตาม ควรเข้าใจว่า God’s Eye และระบบช่วยขับของ BYD ยังเป็นระบบช่วยเหลือผู้ขับ ไม่ใช่ระบบขับเองแบบสมบูรณ์ ผู้ขับยังต้องจับพวงมาลัย สังเกตถนน และพร้อมควบคุมรถตลอดเวลา

Xuanji Architecture คือเบื้องหลังสำคัญ

BYD อธิบายว่าความสามารถของระบบช่วยขับส่วนหนึ่งมาจาก Xuanji Architecture ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่รวมระบบไฟฟ้า ระบบอิเล็กทรอนิกส์ และระบบขับเคลื่อนของรถเข้าด้วยกันเป็นแพลตฟอร์มเดียว

แนวทางนี้ช่วยให้ระบบต่าง ๆ ของรถสื่อสารกันได้เร็วขึ้น เช่น ระบบมอเตอร์ ช่วงล่าง เบรก ระบบตรวจจับ และระบบช่วยขับ ทำให้รถสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินได้แม่นยำกว่าเดิม

ในยุครถ EV จุดแข็งไม่ได้อยู่แค่แบตเตอรี่หรือมอเตอร์ แต่ยังอยู่ที่ vehicle architecture และซอฟต์แวร์ที่เชื่อมทุกระบบเข้าด้วยกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ BYD กำลังพยายามผลักดันอย่างหนัก

ใช้ข้อมูลขับขี่ 190 ล้านกม. ต่อวัน และอัปเดตอัลกอริทึมทุก 3 วัน

BYD ระบุว่าบริษัทใช้ cloud-based world models และ reinforcement learning ในการฝึกระบบผ่านสถานการณ์จำลอง โดยมีข้อมูลการขับขี่ที่สร้างขึ้นประมาณ 190 ล้านกิโลเมตรต่อวัน และมีการปรับปรุงอัลกอริทึมทุก 3 วัน

ข้อมูลจำนวนมหาศาลนี้มีความสำคัญมาก เพราะระบบช่วยขับต้องเรียนรู้จากสถานการณ์ที่หลากหลาย ทั้งรถตัดหน้า คนเดินถนน สิ่งกีดขวาง เส้นเลนไม่ชัด ฝนตก ถนนลื่น หรือสถานการณ์ที่พบไม่บ่อยแต่มีความเสี่ยงสูง

BYD ยังระบุว่าระบบใช้ physical AI models บนตัวรถเพื่อช่วยคาดการณ์การขับขี่และตอบสนองเชิงป้องกัน รวมถึงใช้ระบบ visual occupancy network และ lidar-based occupancy detection ในการตรวจจับสิ่งกีดขวางรูปแบบซับซ้อน เช่น วัตถุที่แขวนอยู่หรือมีลักษณะกลวงในสถานการณ์จอดรถ

ทดสอบสถานการณ์หนัก เช่น ยางระเบิด ฝน หิมะ และถนนลื่น

อีกจุดที่ BYD พูดถึงคือการทดสอบในสถานการณ์สุดขั้ว เช่น ยางระเบิดที่ความเร็วสูง ฝน หิมะ และถนนแรงเสียดทานต่ำ โดย Yang Dongsheng ระบุว่าแพลตฟอร์ม intelligent-electric ของ BYD สามารถช่วยรักษาเสถียรภาพรถได้ภายใน 200 มิลลิวินาที ผ่านการประสานงานของมอเตอร์และแชสซี

BYD ยังระบุว่าการทดสอบเสถียรภาพรถกรณียางระเบิดทำที่ความเร็วเกิน 200 กม./ชม. ภายใต้เงื่อนไขทดสอบของบริษัท ซึ่งสะท้อนว่าการพัฒนาระบบช่วยขับไม่ได้จำกัดอยู่แค่การขับบนถนนปกติ แต่รวมถึงสถานการณ์ฉุกเฉินที่ต้องการการตอบสนองรวดเร็วมาก

เตรียมงานใหญ่ด้าน Intelligent Driving วันที่ 28 พฤษภาคม

ข้อมูลชุดนี้ถูกเปิดเผยก่อนงานกลยุทธ์ระบบช่วยขับของ BYD ที่มีกำหนดจัดขึ้นวันที่ 28 พฤษภาคม 2026 ซึ่งทำให้เกิดการคาดการณ์ว่า BYD อาจประกาศการขยายระบบ God’s Eye รุ่นใหม่ หรือแผนติดตั้งระบบช่วยขับในรถรุ่นต่าง ๆ เพิ่มเติม

ช่วงหลัง BYD เริ่มใส่เทคโนโลยีช่วยขับและชาร์จเร็วลงไปในรถหลายรุ่นมากขึ้น เช่น Atto 3 รุ่นอัปเดตในจีนที่เพิ่มระยะทาง CLTC อีก 120 กม. พร้อมระบบ flash charging และ Seal 08 ที่เตรียมเปิดตัวพร้อม rear-wheel steering และ flash charging ในไตรมาส 2

ข่าวนี้สำคัญกับตลาด EV อย่างไร

ข่าวนี้สะท้อนทิศทางของตลาด EV จีนชัดเจนว่า การแข่งขันไม่ได้อยู่แค่ราคา แบตเตอรี่ หรือระยะทางอีกต่อไป แต่กำลังเข้าสู่การแข่งขันด้าน AI, assisted driving, data และ software-defined vehicle

ที่ผ่านมา Tesla มักถูกมองว่าเป็นผู้นำด้าน software และระบบช่วยขับ แต่ BYD กำลังใช้จุดแข็งเรื่องปริมาณรถจำนวนมหาศาลมาสร้าง data advantage ของตัวเอง เมื่อรถหลายล้านคันถูกติดตั้งระบบช่วยขับและใช้งานจริง BYD จะมีข้อมูลจำนวนมากเพื่อฝึกและปรับปรุงระบบเร็วขึ้น

สำหรับผู้ซื้อรถ EV สิ่งที่ควรดูต่อไปไม่ใช่แค่ว่ารถมี ADAS หรือไม่ แต่ควรดูว่า:

  • ระบบช่วยขับใช้ได้จริงแค่ไหน
  • ใช้งานในเมืองได้ดีหรือไม่
  • ระบบช่วยจอดแม่นแค่ไหน
  • มีการอัปเดตซอฟต์แวร์ต่อเนื่องหรือไม่
  • มีข้อมูลความปลอดภัยรองรับหรือไม่
  • ผู้ผลิตรับผิดชอบอย่างไรหากระบบทำงานผิดพลาด

ถ้าในไทย รถ BYD จะได้ระบบ God’s Eye เหมือนจีนไหม

สำหรับตลาดไทย ต้องรอดูว่า BYD ประเทศไทยจะนำระบบ God’s Eye หรือ DiPilot รุ่นใหม่เข้ามาในรุ่นใดบ้าง เพราะสเปกของรถจีนกับรถที่ขายในไทยอาจแตกต่างกัน ทั้งเรื่อง hardware, sensor, software, กฎหมาย และการเปิดใช้งานฟีเจอร์บางอย่าง

แต่แนวโน้มชัดเจนคือ BYD จะค่อย ๆ ดันระบบช่วยขับขั้นสูงเข้ามาในรถระดับราคาที่กว้างขึ้น ไม่ใช่จำกัดเฉพาะรถแพงมาก ๆ เหมือนในอดีต

ถ้าฟีเจอร์เหล่านี้เข้ามาไทยจริง รุ่นที่น่าจับตาอาจเป็น BYD Sealion 7, BYD Sealion 06, BYD Atto 3 รุ่นใหม่ หรือรถในเครือ Denza และ Yangwang

สรุป BYD God’s Eye น่าสนใจตรงไหน

BYD เปิดเผยว่าระบบช่วยขับของบริษัทถูกใช้งานในรถเกือบ 3 ล้านคัน และสามารถลดอัตราอุบัติเหตุรุนแรงเหลือประมาณ 1 ใน 6 ของการขับโดยมนุษย์ พร้อมลดอุบัติเหตุเล็กน้อยจากการจอดรถเหลือประมาณ 1 ใน 50

จุดสำคัญของข่าวนี้คือ:

  • BYD ติดตั้งระบบช่วยขับในรถมากกว่า 60 รุ่น
  • มีรถเกือบ 3 ล้านคันใช้งานระบบนี้
  • ระบบ navigation-assisted driving มีอัตราเปิดใช้งานเกิน 50%
  • ระบบช่วยจอดมีอัตราใช้งาน 86%
  • อุบัติเหตุรุนแรงลดลงเหลือ 1 ใน 6
  • รอยขีดข่วน/การชนเล็กน้อยจากการจอดลดลงเหลือ 1 ใน 50
  • ใช้ข้อมูลขับขี่ 190 ล้านกม. ต่อวัน
  • ปรับอัลกอริทึมทุก 3 วัน
  • ทดสอบสถานการณ์สุดขั้ว เช่น ยางระเบิดที่ความเร็วสูง
  • เตรียมงานกลยุทธ์ intelligent driving วันที่ 28 พฤษภาคม

สำหรับผู้บริโภคไทย ข่าวนี้เป็นสัญญาณว่า BYD กำลังจริงจังกับระบบช่วยขับมากขึ้น และในอนาคตรถ BYD ที่ขายในไทยอาจไม่ได้แข่งแค่ราคาและแบตเตอรี่ แต่จะเริ่มแข่งเรื่อง AI, safety software และประสบการณ์ขับขี่อัจฉริยะมากขึ้นด้วย

เลือกดูรถ EV ที่เหมาะกับคุณ

ค้นหารถไฟฟ้าตามงบประมาณ ระยะทาง ประเภทรถ และเปรียบเทียบสเปกก่อนตัดสินใจ